คนที่เป็น Developer หลายคนคงอยากมีใบประกาศนียบัตร (Certificate) ของเรื่องที่ตัวเองถนัดมาประดับบารมีบ้าง เช่นคนที่ทำงานกับ Microsoft อาจจะสนใจ Microsoft Certified Technology Specialist (MCTS) ถ้าใครที่เป็น Administrator ก็อาจจะสนใจ Microsoft Certified System Administrator (MCSA)
สำหรับ Quality Assurance (QA) ก็คงต้องมองไปที่ Certified Software Tester (CSTE) หรือ Certified Associate in Software Quality (CASQ) ครับ ถามว่าแล้ว Project Manager หละมีกับเค้าบ้างมั้ย … มีครับ
Project Management Professional (PMP)
Project Management Professional หรือ PMP เป็นใบประกาศนียบัตรที่โด่งดังที่สุดในวงการ Project Management ครับ คนที่เป็นเจ้าของ PMP จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าคนที่ไม่มีมากเลยครับ ดูได้จากประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง Project Manager ซิครับ ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นประโยคที่ว่า “Project Management Certification is preferred.” หรือ “Project Management Professional Certification is a must.” อืม แล้วทำไมคนที่มี PMP ต่อท้ายชื่อถึงได้รับเครดิตมากขนาดนี้นะ?

PMP เป็นใบประกาศนียบัตรที่ออกให้โดย Project Management Institute (PMI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit Organization) ที่เป็นที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง Project Management จากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยกันพัฒนากระบวนการบริหารจัดการโครงการครับ ล่าสุด PMI มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 500,000 คนแล้ว (อันนี้เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดซึ่งรวมคนที่มีใบประกาศนียบัตรไปด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่ามีคนได้ PMP แล้ว 500,000 คน) ตรงนี้หละมั้งครับที่ทำให้ PMP มีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากในสายตาคนที่อยู่ในวงการ Project Management ไม่ใช่เฉพาะกับ IT นะครับ สำหรับสายงานอื่น เช่น การก่อสร้าง (Construction) และ ยานยนต์ (Automotive) PMP ก็เป็นมาตรฐานที่สำคัญเช่นกัน ขอให้เกี่ยวข้องกับ Project Management เถอะ
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เพื่อนๆที่เป็น Project Manager รวมถึงคนที่สนใจอาชีพนี้ทุกคนคงต้องหันมาสนใจเจ้า PMP นี้กันซักหน่อยแล้วหละครับ
Project Management Body of Knowledge (PMBOK)
อย่างที่บอกไว้ครับว่า PMI เค้าเป็นองค์กรที่มีความพยายามจะพัฒนากระบวนการและบุคลากรด้าน Project Management เค้าก็เลยเขียนหนังสือออกมาเล่มนึง (แต่แก้ไขหลายครั้ง) เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ Project Manager อย่างเราๆบริหารจัดการ Project ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ในหนังสือเล่มนี้จะมีคำแนะนำมากมาย (มหาศาล) เลยครับ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานสุดๆ เช่น Project คืออะไร? จนถึงเรื่องที่เข้าใจยากๆเช่น Cost Performance Index (CPI) ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังงงกับเรื่องนี้อยู่เลย 
แล้ว PMBOK สำคัญยังไง? ข้อแรกคือเป็นคู่มืออย่างดีของ Project Manager ข้อสอง (อาจจะสำคัญกว่า) คือข้อสอบ PMP ก็มาจาก PMBOK นี้แหละครับ ทั้งหมดเลยด้วยครับ ตอนนี้ PMBOK เล่มแก้ไขล่าสุดเป็น Edition ที่สี่แล้วครับ แน่นอนข้อสอบปัจจุบันของ PMP ก็ต้องอ้างอิงเจ้า Edition ล่าสุดนี้แหละ ผมพูดมาทั้งหมดเนี่ยะเพื่อจะบอกว่า ใครอยากสอบ PMP ต้องหา PMBOK 4th Edition มาอ่านครับ
แต่ตรงนี้แหละที่เซ็งเป็ด … ไหน PMI บอกว่าตัวเองเป็น Non-Profit Organization แต่ทำไมไม่แจกหนังสือให้คนอ่านฟรีหละเนี่ยะ!!! ที่ขายในเวปก็แพงมากๆ ขนาดเป็นสมาชิกยังขายตั้ง $49.50 เฮ้อ ความรู้ไม่ได้มาฟรีๆ ถ้าเพื่อนๆอยากได้มาครอบครองจริงๆก็มีสองทางเลือกครับ หนึ่งซื้อจากเวป สองสมัครสอบ PMP ซิครับ เค้าแถมให้ ฮ่าๆ
ถึงจะมีความตั้งใจจริงที่จะสอบแล้ว มีคู่มือแล้ว … อะ มีเงินสมัครสอบก็แล้ว ใช่ว่าจะเดินเข้าไปสอบได้นะครับ ขั้นตอนมีอีกเยอะเลย
ขั้นตอนการสมัครสอบ
หนึ่ง สำรวจตัวเองก่อนว่ามีคุณสมบัติพร้อมจะสมัครรึยัง … PMI กำหนดมาตรฐานของผู้สมัครไว้โดยใช้คะแนนที่เรียกว่า Professional Development Unit (PDU) เป็นตัววัดว่าใครมีคุณสมบัติจะสอบ PMP รึยัง ซึ่งถ้าเพื่อนๆอยากจะสอบก็ต้องมีคะแนน 35 PDUs ขึ้นไปครับ
แล้ว PDU ได้มายังไง? มีมากมายหลายทางและหลายเงื่อนไขครับ เช่น ถ้าจบปริญญาตรีแล้วก็ต้องมีประสบการณ์บริหารโครงการมาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่น้อยกว่า 4,500 ชั่วโมง (ถ้าไม่จบปริญญาตรีก็อีกเงื่อนไขนะ) ถ้าทำได้แบบนี้ โอเคครับ ผ่าน 35 PDUs แน่ๆ แต่ถ้าเรายังมีประสบการณ์ไม่ถึงหละ? ไม่เป็นไร ไปอบรมคอร์สที่เกี่ยวกับ Project Management ก็ได้ฮะ เราก็จะได้ PDU เพิ่มมา จะได้เท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าคอร์สนั้นใหญ่-เล็กแค่ไหนครับ

สอง กรอกใบสมัคร … เมื่อเรามั่นใจว่าพร้อมแล้วก็กรอกใบสมัครครับ (แนะนำว่าให้กรอกแบบออนไลน์) อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นเรื่องกล้วยๆเชียวนะ ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำว่าเตรียมเวลาไว้เลย 1 เดือน!!! ทำไมถึงเสียเวลาขนาดนี้หละ? ก็เพราะว่า PMI เค้าอยากได้ข้อมูลแบบละเอียดสุดๆว่าเรามีประสบการณ์บริหารโครงการมามากแค่ไหนแล้ว เล่นกันแบบว่าทำงานกับแต่ละ Process มากี่ชั่วโมงเลยทีเดียว จากรูปจะเห็นเลยครับว่าเราต้องกรอกจำนวนชั่วโมงในการมีส่วนร่วมกับ Initial Process มากี่ชั่วโมง แล้วเราต้องนั่งเทียนกับ Process ที่เหลืออีกเป็นสิบเลย… ตรงนี้แหละที่เสียเวลาครับ
สาม สมัครพร้อมจ่ายเงิน … กรอกใบสมัครเสร็จแล้วทาง PMI เค้าก็จะตรวจสอบใบสมัครเราแล้วจะติดต่อกลับมาภายใน 5 วันครับ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ก็ถึงเวลาควักกระเป๋าครับ ถ้าเป็นสมาชิก PMI ก็ $405 ถ้าไม่เป็นสมาชิกก็ $555 ครับ แพงใช่เล่นนะเนี่ยะ
สี่ ตรวจสอบคุณสมบัติ … ถ้าโชคร้ายจริงๆ เราจะถูกเลือกแบบสุ่มเพื่อเข้ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ (Audit Process) ครับ สถิติบอกว่ามีแค่ 1% ของผู้สมัครที่จะโดนครับ เตรียมตัวไว้ซักหน่อยก็ดีฮะ การตรวจสอบนี้ PMI จะให้เราส่งเอกสารหลักฐานต่างๆไปให้ เช่น ใบปริญญา หลักฐานจากการเข้าอบรมต่างๆ และลายเซ็นของหัวหน้างาน เป็นต้นครับ
ห้า เตรียมตัวแล้วก็สอบ … ถ้าผ่านด่านการสมัครสอบเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ไปสอบครับ
ข้อมูลเยอะมากเลยครับ ผมไม่สามารถอธิบายให้ครบทุกประเด็นได้ เพื่อนๆลองอ่านต่อจากที่นี่ครับ
เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ
ผมเข้าใจว่าเรื่องหลักที่เพื่อนๆอยากรู้คงไม่พ้นการสอบเนอะ งั้นเรามาว่ากันเรื่องนี้เลยครับ
หนึ่ง การเตรียมตัวสอบ … หนังสือคู่มือผมแนะนำไว้คือ PMBOK นั้นเป็นคู่มือที่ดีเวลาทำงาน แต่ไม่เหมาะถ้าจะใช้เป็นที่พึ่งในการสอบครับ เพราะข้อมูลมันเรื่อยๆ อ่านไปจะหลับไป แถมเขียนด้วยภาษาที่เป็นทางการค่อนข้างมาก อ่านแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องมีหนังสืออีกอย่างน้อยหนึ่งเล่มเพื่ออ่านเตรียมสอบ ผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าให้อ่านหนังสือของ Rita Mulcahy เป็นหลักครับ นี่เป็นหนังสือคู่มือสอบ PMP ที่ได้รับความนิยมมากในระดับโลกเลย ลองหามาอ่านกันดูครับ
สอง ข้อสอบ … ข้อสอบจะเป็นแบบ 4 ตัวเลือก เราต้องเลือกข้อที่คิดว่าถูกต้องที่สุด (เพื่อนๆเซียนอยู่แล้วหละกับข้อสอบแนวนี้) มีทั้งทฤษฎีและคำนวณ เช่นคำนวณพวก Cost หรือ Duration ต่างๆ อ้อ ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษนะครับทำให้งานของเรายากขึ้นมาหน่อย

ข้อสอบมีทั้งหมด 200 ข้อ คนที่จะผ่านต้องตอบถูก 81.7% หรือ 164 ข้อครับ จากข้อมูลที่ผมมีตอนนี้ (ปี 2005 อาจจะเก่าหน่อย) 70% ของข้อสอบจะเน้นไปที่ Planning, Executing, และ Controlling Project ครับ ตอนอ่านหนังสือก็ให้ความสำคัญกับจุดนี้มากหน่อยนะครับ
เรามีเวลา 4 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ เฉลี่ยออกมาก็ 50 ข้อต่อชั่วโมงหรือประมาณ 1 นาทีกว่าๆต่อข้อ เราต้องบริหารเวลาให้ดีด้วยนะครับ ไม่งั้นหลังๆทำไม่ทันแน่ๆ ข้อสอบ PMP ยากครับ คำตอบที่เค้าทำออกมาจะดูเหมือนว่ามีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อเสมอ เราต้องเลือกข้อที่ดูแล้วถูกต้องที่สุด ย้ำว่าที่สุดนะครับ ดังนั้นเวลาทำข้อสอบ หลังอ่านคำถามแล้ว พยายามตัดข้อที่คิดว่าผิดแน่ทิ้งไปก่อนเลย เหลือพิจารณาข้อที่น่าจะถูกเพื่อหาข้อที่ถูกที่สุด ทำแบบนี้จะช่วยเราประหยัดเวลาได้มากเลยครับ
ที่มา: http://www.chapterpiece.com/category/project-management/
|